Loading...

เรื่องต้องรู้ก่อนลงทุนใน ‘ทองคำ’ อาจารย์ มธ. แนะ เน้นออมระยะยาว

เราควรลงทุนกับ ‘ทองคำ’ อย่างไร? พูดคุยกับอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2568

     ‘ทองคำ’ เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง ต่างจากเงินกระดาษที่มูลค่าขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่น เมื่อเวลาผ่านไป ทองคำยังคงสามารถรักษามูลค่าไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำก็ไม่ได้อยู่นิ่ง แต่มีความผันผวนปรับตัวขึ้นลงอยู่ตามสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ ดังนั้น แม้ทองคำจะถือเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยในสายตาของคนจำนวนมาก แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนและมีความเสี่ยงเช่นเดียวกับสินทรัพย์ทางการเงินประเภทอื่น ๆ

     พูดคุยกับ ผศ. ดร.รุ่งนภา โอภาสปัญญาสาร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าอะไรที่เป็นปัจจัยทำให้ราคาทองขึ้น-ลง และเรื่องที่เราควรต้องรู้ก่อนลงทุนในทองคำ

ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทองคำ

     ผศ. ดร.รุ่งนภา ยกตัวอย่างปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ได้แก่

   1. อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate)

      อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่นักลงทุนได้รับหลังจากหักอัตราเงินเฟ้อออกไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น หากเราลงทุนในสินทรัพย์ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน 5% ต่อปี แต่ในขณะนั้นมีอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% ต่อปี เท่ากับว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะอยู่ที่ 2% ต่อปี ในสถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่ำ นักลงทุนจะมองหาทางเลือกการลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า หนึ่งในสินทรัพย์ที่มักได้รับความสนใจในภาวะนี้ก็คือ "ทองคำ" ส่งผลให้ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

   2. ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Economic and Geopolitical Uncertainty)

ในภาวะที่เกิดความไม่แน่นอนต่าง ๆ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ การเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ เราจะเห็นว่าปัจจุบันมีสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนในตะวันออกกลาง มีการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐอเมริกา ในช่วงแบบนี้นักลงทุนจะเกิดความกังวล ไม่มั่นใจที่จะไปลงทุนในสหรัฐฯ เขาก็จะหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยและมีความมั่นคงมากกว่า นั่นก็คือ ทองคำ ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

   3. ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index หรือ DXY) คล้ายกับอัตราแลกเปลี่ยนของเงินดอลลาร์สหรัฐเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ ของโลก ดัชนีนี้สามารถบอกได้ว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าหรืออ่อนค่า ทีนี้การซื้อขายทองคำในตลาดโลก ซื้อขายกันในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก เพราะฉะนั้นดัชนีดอลลาร์สหรัฐสามารถบอกราคาทองคำได้ เพราะว่าราคาทองคำจะสวนทางกับดัชนีดอลลาร์สหรัฐ คือ ถ้าค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า (เงินดอลลาร์แพงขึ้น) ราคาทองคำจะมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ในทางกลับกัน หากดัชนีดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า (เงินดอลลาร์ถูก) ราคาทองคำก็จะปรับตัวสูงขึ้น

ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจลงทุนในทองคำ

     ทองคำเป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่งที่ไม่ได้สร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) ระหว่างการลงทุน กล่าวคือ นักลงทุนจะไม่ได้รับดอกเบี้ยหรือเงินปันผลเหมือนกับการลงทุนในหุ้นหรือพันธบัตร ผลตอบแทนที่ได้จากทองคำจะมาจากส่วนต่างของราคาซื้อและราคาขายเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ หากในช่วงเวลาใดที่ราคาทองคำเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยหรือคงที่ นักลงทุนก็จะไม่ได้รับผลตอบแทนใด ๆ ในระหว่างนั้น หรือในกรณีที่ราคาทองคำปรับตัวลดลง นักลงทุนก็จะไม่มีรายได้หรือกระแสเงินสดเข้ามาชดเชยความเสียหายเช่นกัน

สิ่งที่นักลงทุนควรรู้ก่อนตัดสินใจลงทุนในทองคำ

   1. ทองคำไม่มีกระแสเงินสดระหว่างการลงทุน

     การลงทุนในทองคำคือการลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคาเท่านั้น นักลงทุนต้องยอมรับว่าทองคำจะไม่ให้ดอกเบี้ยหรือปันผลในช่วงเวลาที่ถือครอง

   2. ทองคำซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์ มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

     นักลงทุนในประเทศไทยที่ลงทุนทองคำ จำเป็นต้องตระหนักว่าราคาทองคำในตลาดโลกซื้อขายกันด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น เมื่อคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุนจึงมีเรื่องความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น หากราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ก็อาจทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนน้อยลงหรืออาจถึงขั้นขาดทุนจากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน ในทางตรงข้าม หากเงินบาทอ่อนค่าลง นักลงทุนอาจได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนแปลงไป

     ดังนั้น นักลงทุนควรศึกษาปัจจัยต่าง ๆ อย่างละเอียด รวมถึงการติดตามสภาวะตลาดและค่าเงินอย่างใกล้ชิดก่อนการตัดสินใจลงทุนในทองคำทุกครั้ง

ข้อแนะนำสำหรับการลงทุนใน “ทองคำ”

     ทั้งนี้ สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในทองคำ ผศ. ดร.รุ่งนภา แนะว่าต้องพิจารณาก่อนว่าเราเป็นนักลงทุนประเภทไหน อยากลงทุนในระยะสั้น หรือระยะยาว เพราะแต่ละประเภทจะต้องใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกัน

     สำหรับผู้ที่ต้องการ ลงทุนระยะยาว หรือเน้นการถือครองสินทรัพย์ในระยะเวลาหลายปี กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือการทยอยซื้อทองคำอย่างเนื่อง เนื่องจากในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ที่เราจะสามารถจับจังหวะที่ราคาทองคำอยู่ในระดับต่ำสุดได้อย่างแม่นยำ โดยจากข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา ราคาทองคำมักจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเวลา 5–10 ปี ตามวัฏจักธุรกิจ

     ส่วนผู้ที่ต้องการ ลงทุนระยะสั้น หรือเก็งกำไร จะต้องเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเข้าซื้อขายในตลาด ซึ่งช่วงเวลาที่ดีในการเก็งกำไรทองคำคือช่วงที่ตลาดมีความกังวลหรือความกลัวสูง เช่น ในภาวะที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ สภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ชะลอตัว หรือช่วงที่อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ช่วงเวลาเหล่านี้ราคาทองคำจะมีแนวโน้มขาขึ้น นักลงทุนจึงควรรอซื้อในจังหวะที่ราคาย่อตัวลงและขายทำกำไรเมื่อราคาขยับขึ้น

     สำหรับผู้ที่ต้องการ ออมทองคำ ในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นการออม จึงควรมองในระยะยาว และทยอยซื้อสะสมไปเรื่อย ๆ โดยปัจจุบันนี้สามารถซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้สะดวกสบาย แม้มีเงินลงทุนไม่มากก็สามารถเริ่มออมได้ทันที

     อย่างไรก็ตาม ผศ. ดร.รุ่งนภา ย้ำว่าอย่าซื้อทองคำทั้งหมดในพอร์ตการลงทุนของเรา ควรจัดสรรทองคำให้มีสัดส่วนประมาณ 5–10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อกระจายความเสี่ยง เนื่องจากราคาทองคำมีความผันผวนและได้รับผลกระทบจากปัจจัยหลายด้าน ที่สำคัญ เราควรติดตามข่าวสารและศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทองคำหรือสินทรัพย์ทางการเงินประเภทใดก็ตาม ก็ควรที่จะมีการศึกษาก่อนการลงทุนเสมอ ผศ. ดร.รุ่งนภา กล่าว