นักวิชาการ มธ. แนะรัฐใช้ ‘กองทุนยุติธรรม’ ช่วย ‘ครอบครัวเหยื่อ’ น้ำร้อนลวกสู้คดี ชี้ผู้เสียหายฟ้องได้ทั้งแพ่ง-อาญา
นักวิชาการธรรมศาสตร์ แนะหน่วยงานรัฐ-ญาติผู้เสียหาย เคสเด็กชายวัย 3 ขวบ ถูกน้ำร้อนราดลงบนผ้าจนได้รับบาดเจ็บ ใช้กลไกกองทุนยุติธรรม สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการสู้คดี
วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน 2568

นักวิชาการธรรมศาสตร์ แนะ “หน่วยงานรัฐ-ญาติผู้เสียหาย” เคสเด็กชายวัย 3 ขวบ ถูกน้ำร้อนราดลงบนผ้าจนได้รับบาดเจ็บ ใช้กลไก “กองทุนยุติธรรม” สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการสู้คดี เสนอ พม. ส่งนักสังคมสงเคราะห์-นักจิตวิทยา ลงพื้นที่ดูแลใกล้ชิด ขณะที่ประชาชนต้องช่วยกันสอดส่อง หากพบเห็นการรักษาที่ผิดปกติ ควรร้องเรียน สบส.-สสจ.-แพทยสภา-สคบ. ทันที ชี้ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องได้ทั้งทางแพ่ง-อาญา ในฐานความผิดต่อร่างกายและกระทำโดยประมาท ระบุข้อจำกัดของการควบคุมมาตรฐานการรักษาของแพทย์ คือไม่มีกลไกควบคุมว่าแพทย์ยังมีความพร้อม-มีสมรรถนะในการรักษาอยู่หรือไม่ เพราะใบประกอบวิชาชีพแพทย์ทำครั้งเดียว ไม่ต้องต่ออายุ
รศ. ดร.นิรมัย พิศแข มั่นจิตร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยถึงกรณีที่เด็กชายวัย 3 ขวบ บุตรของหนุ่มสัญชาติลาว ถูกน้ำร้อนลวกจนได้รับบาดเจ็บจากการเข้ารับการรักษาในคลินิกที่ จ.ชลบุรี ตอนหนึ่งว่า หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือเหยื่อผู้เสียหาย ทั้งด้านร่างกาย สภาพจิตใจ และการอำนวยความสะดวก ตลอดจนความเป็นธรรมในการต่อสู้คดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเรื่องไปถึงชั้นศาล ในระหว่างของการต่อสู้คดีความพ่อแม่ของเด็กซึ่งเป็นชาวลาวก็ควรจะได้รับการสนับสนุนเงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี เช่น ค่ากิน ค่าเดินทางระหว่างไปศาล หรืออื่น ๆ โดยทางญาติสามารถติดต่อไปที่สำนักงานกองทุนยุติธรรม สังกัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอรับการสนับสนุนได้ หรือทางกองทุนฯ ก็สามารถติดต่อทางญาติเพื่อเข้าไปให้การช่วยเหลือได้เช่นกัน
นอกจากนี้ เรื่องการดูแลสภาพร่างกาย โรงพยาบาลควรจะเข้าไปดูแลการรักษาร่างกายของเด็กถึงที่บ้าน หลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้ว และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ควรจะส่งนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาเด็กเข้าไปดูสภาพจิตใจของเด็กผู้เสียหายอย่างรวดเร็วและใกล้ชิด เพราะทราบว่าปัจจุบันเด็กชายสภาพจิตใจค่อนข้างแย่มาก เห็นน้ำร้อนแล้วมีอาการหวาดผวา สิ่งเหล่านี้ คือการสร้างความเป็นธรรมให้กับเหยื่อที่หน่วยงานรัฐสามารถทำได้
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ช่องว่างที่ทำให้การกำกับดูแลสถานพยาบาล โดยเฉพาะคลินิกเอกชน อาจจะยังไม่ทั่วถึง คืออายุของใบอนุญาตที่นานหลายปี รวมถึงการสุ่มตรวจของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ที่จะดำเนินการตามข้อร้องเรียนเท่านั้น ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว ประชาชนชนต้องช่วยกันสอดส่องการให้บริการในคลินิก หรือสถานพยาบาลต่าง ๆ หากพบความผิดปกติในการรักษาของแพทย์ สามารถร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่มีบทบาทในการกำกับ ควบคุม เพื่อเข้าดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนทางกฎหมาย ได้แก่ สบส. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในจังหวัดที่ตนเข้ารับบริการ แพทยสภา รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ทันที ผ่านช่องทางสายด่วน เบอร์โทรติดต่อ หรือ อีเมล์ของแต่ละหน่วยงาน
รศ. ดร.นิรมัย กล่าวอีกว่า จากกระแสสังคมที่มีการเรียกร้องให้สั่งปิดคลินิกดังกล่าวเป็นการถาวร หรือถอดถอนใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์ที่ทำการรักษาเด็กชายวัย 3 ขวบ ซึ่งตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หากจะดำเนินการถึงขั้นปิดคลินิกเป็นการถาวร จะทำได้ต่อเมื่อทางหน่วยงานที่เข้าไปตรวจสอบแล้วพบว่ามีความผิด ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และได้สั่งให้ดำเนินการหรือเตือนให้แก้ไขแล้ว แต่กลับไม่มีการแก้ไขปรับปรุง ยังคงกระทำเหล่านั้นต่อไป ตรงนี้จึงจะเข้าสู่เงื่อนไขของการถูกสั่งให้ปิดสถานพยาบาลได้เป็นการถาวร
ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ปัจจุบันจึงอาจจะไม่สามารถสั่งปิดคลินิกที่ปรากฏตามข่าวได้ทันที แต่คงจะต้องใช้ช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้ดำเนินการแก้ไข แต่หากไม่มีการแก้ไข ก็จะเป็นเหตุให้สามารถเพิกถอนได้ หรืออีกกรณี หาก สบส. ตรวจสอบแล้วเห็นว่าคลินิกมีการให้บริการที่มีลักษณะร้ายแรงจนกระทั่งส่งผลกระทบกระเทือนต่อการรักษาพยาบาลผู้ป่วยรายต่อไป ก็จะเป็นอีกเหตุให้สามารถสั่งปิดได้ตามที่กฎหมายกำหนด

ผศ. ดร.ตามพงศ์ ชอบอิสระ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวว่า ผู้เสียหายจากเหตุการณ์สามารถดำเนินการฟ้องร้องได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญา การฟ้องร้องทางแพ่งจะทำให้ผู้ฟ้องร้องได้รับการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น แม้ผู้เสียหายจะฟ้องร้องทางอาญาได้แต่โดยปกติคดีเกี่ยวข้องกับการรักษาของแพทย์มักจะเป็นการฟ้องร้องทางแพ่งเป็นหลัก ไม่ค่อยปรากฏการฟ้องร้องทางอาญาบ่อยนัก แม้ว่ากฎหมายจะไม่ได้ห้ามก็ตาม
“ผมเห็นว่าเข้าข่ายที่จะฟ้องร้องทางอาญาได้ ซึ่งเท่าที่ประเมินจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสื่อมวลชน การกระทำของแพทย์อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดทางอาญาต่อร่างกาย ซึ่งก็คงต้องตามดูผลการรักษาของเด็กชายผู้เสียหายอีกครั้งว่าเข้าข่ายอันตรายสาหัสหรือไม่ ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้จะส่งผลต่อระดับของความรับผิดตามกฎหมาย และต้องดูด้วยว่าการกระทำของแพทย์เป็นการกระทำโดยเจตนาหรือประมาท โดยส่วนตัวเชื่อว่าแพทย์คงไม่ได้ต้องการจะทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย แต่จะเป็นกรณีของการเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดอันตรายต่อร่างกายผู้เสียหายหรือไม่ คงต้องรอติดตามผลการสอบสวนจากทางแพทยสภาอีกครั้ง” ผศ. ดร.ตามพงศ์ กล่าว
ผศ. ดร.ตามพงศ์ กล่าวด้วยว่า ข้อจำกัดประการหนึ่งของการควบคุมมาตรฐานการให้บริการของแพทย์ คือ การไม่มีกลไกที่ชัดเจนในการตรวจสอบความพร้อมของแพทย์ในการให้การรักษาเมื่อได้รับใบประกอบวิชาชีพฯ ไปแล้ว เพราะไม่มีการต่ออายุใบประกอบวิชาชีพฯ แตกต่างจากหลาย ๆ วิชาชีพที่กำหนดให้มีการต่ออายุใบประกอบวิชาชีพเป็นระยะ ๆ ทำให้แพทย์หนึ่งคนสามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นระยะเวลานาน และทำให้แพทย์อาจไม่ได้รับการตรวจสอบถึงความพร้อมในการให้การรักษา รวมถึงอาจไม่ได้ทบทวนความรู้หรือติดตามความเคลื่อนไหวทางวิชาการที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
นักวิชาการธรรมศาสตร์ ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ส่วนตัวติดตามเรื่องนี้มาซักพัก ทำให้ทราบว่าได้มีความพยายามผลักดันเรื่องการต่ออายุใบประกอบวิชาชีพฯ มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ซึ่งบุคลากรในวงการแพทย์เข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี และมีความพยายามในการขับเคลื่อนเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมาอาจติดขัดปัญหาหลายประการ รวมทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองด้วย ส่งผลให้การแก้ไขเรื่องดังกล่าวยังไม่สำเร็จลุล่วง