Loading...

‘นักวิชาการธรรมศาสตร์’ ชี้สถานการณ์แผ่นดินไหวพอวางใจได้ระดับหนึ่ง ภารกิจเร่งด่วนคือตรวจสอบโครงสร้างขั้นพื้นฐานป้องกันเกิดภัยซ้ำ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ แนะรัฐกำลังเจ้าหน้าที่ไม่พอ ควรผนึกกำลังเอกชน ระบุ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร บังคับให้ผู้ออกแบบตึกต้องคำนึงถึงแผ่นดินไหว ถ้าทำตาม กม.จะเสียหายน้อย

วันอังคารที่ 8 เมษายน พ.ศ.2568

     นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้สถานการณ์แผ่นดินไหวพอวางใจได้ระดับหนึ่ง ภารกิจเร่งด่วนคือตรวจสอบโครงสร้างขั้นพื้นฐานป้องกันเกิดภัยซ้ำ แนะรัฐกำลังเจ้าหน้าที่ไม่พอ ควรผนึกกำลัง “เอกชน” แล้วคอยกำกับดูแลอีกที ระบุ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร บังคับให้ผู้ออกแบบตึกต้องคำนึงถึงแผ่นดินไหวอยู่แล้ว ถ้าทำตาม กม.เคร่งคัดจะเสียหายน้อย

     รศ. ดร.สายันต์ ศิริมนตรี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวจนถึงขณะนี้ อาฟเตอร์ช็อกได้เกิดขึ้นไปพอสมควรแล้ว จึงสามารถวางใจได้ระดับหนึ่ง โดยสิ่งที่รัฐต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือการระดมบุคลากร-กำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบความเสียหายของโครงสร้างขั้นพื้นฐานทั้งหมดที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งถนน ทางด่วน ระบบราง ระบบรถไฟฟ้า ระบบโทรคมนาคม โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต ท่อน้ำ สนามบิน รันเวย์ ตลอดจนท่อประปาที่อาจเกิดการปนเปื้อนลงไปในน้ำได้ และที่สำคัญก็คือโครงสร้างเขื่อนทั่วประเทศว่ามีรอยร้าวใหม่ที่มีความลึกหรือไม่ ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ไม่เกิดภัยซ้ำซ้อนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

     รศ. ดร.สายันต์ กล่าวว่า เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ บุคลากรของหน่วยงานรัฐที่มีบทบาทในการรับผิดชอบโครงสร้างขั้นพื้นฐานเหล่านี้อาจมีจำกัดและอาจไม่เพียงพอ จึงขอเสนอให้เชิญผู้ประกอบการภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาดำเนินการตรวจสอบให้ครบถ้วนและรอบด้าน และหากพบความเสียหายก็ให้ปรับปรุงแก้ไข โดยในสถานการณ์นี้ บทบาทของภาครัฐควรมีหน้าที่ในการกำกับดูแลภาคเอกชน มากกว่าการลงไปดำเนินการเองทั้งหมด

     รศ. ดร.สายันต์ กล่าวต่อไปว่า ผลกระทบจากแผ่นดินไหวมีอยู่หลายระดับ ทั้งในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหา ระดับปานกลาง และระดับที่รุนแรง หากตรวจสอบพบว่ามีความเสียหายเล็กน้อยก็ควรจะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้ตามปกติ แล้วค่อย ๆ ทยอยซ่อมแซมไป แต่หากความเสียหายอยู่ระดับปานกลางถึงรุนแรงก็ควรที่จะระงับการเข้าใช้พื้นที่ชั่วคราว จนกว่าการปรับปรุงจะเสร็จสมบูรณ์ และภาครัฐก็ควรจะมีการกระจายข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเป็นระยะ เพื่อไม่ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกจนเกินไป

     นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า บทเรียนจากการเกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้ ภาครัฐควรจะต้องมีมาตรการระยะยาวในการสื่อสารให้ประชาชนรับรู้รับทราบ ถึงการปฏิบัติตัวในช่วงเวลาที่เกิดเหตุแผ่นดินไหว เช่น ควรจะต้องมองหาที่หลบภัยแบบไหน ควรหมอบอยู่ใต้โต๊ะก่อนหรือไม่เพื่อป้องกันของแข็งหล่นทับร่างกาย เพราะตามข้อเท็จจริงแล้ว หากโครงสร้างของตึกไม่มีความแข็งแรงและแผ่นดินไหวมีระดับที่รุนแรง ถึงอย่างไรก็คงจะหนีไม่ทัน ในบางกรณีการพยายามหลบหนีอาจทำให้บาดเจ็บหรือสุ่มเสี่ยงมากกว่าการอยู่กับที่ได้

     อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่มีการแก้ไขพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2550 ซึ่งมีการเพิ่มเติมเนื้อหาให้กระบวนการออกแบบและก่อสร้าง ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยกรณีการเกิดแผ่นดินไหวและมีการปรับปรุงกฎหมายเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงมีการกำหนดโซนพื้นที่ซึ่งมีความเสี่ยงเรื่องแผ่นดินไหว ส่งผลให้ตึกและอาคารที่มีการก่อสร้างหลังจากปี 2550 เป็นต้นมา หากผู้ประกอบการได้ออกแบบ หรือปฏิบัติตามข้อกฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด ก็จะทำให้เกิดความเสียหายน้อย หรือไม่ได้เกิดความเสียหายที่รุนแรง ซึ่งเป็นที่โชคดีว่าในช่วงที่แผ่นดินไหว ตึก และอาคารส่วนใหญ่ยังคงมีความแข็งแรงมากพอที่จะไม่ถล่มลงมา

     เมื่อถามถึงกรณีที่อาคารก่อสร้างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม รศ. ดร.สายันต์ กล่าวว่า คงยังไม่สามารถด่วนสรุปได้ว่าเพราะอะไร สาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้ อาทิ ข้อผิดพลาดในการออกแบบโครงสร้าง แต่ผู้ออกแบบตึกใหม่ๆ จะต้องพิจารณารับมือผลกระทบของแผ่นดินไหวอยู่แล้ว ถ้าไม่พิจารณาเรื่องนี้ถือว่าผิดกฎหมาย ส่วนอีกประเด็นคือความไม่สมบูรณ์ของกระบวนการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังคงต้องรอคอยการพิสูจน์ จีงยังไม่อยากให้ประชาชนหรือสังคมด่วนตัดสินไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง