Loading...

เปิดผลวิจัย ‘ปรับโครงสร้างการส่งออก’ เร่งดัน 2 คลัสเตอร์อุตฯ ศักยภาพสูง ชิงความได้เปรียบสู้ศึกสงครามการค้า

ICDS มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จับมือ สนค. เปิดผลวิจัยพร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายปรับโครงสร้างการส่งออก ดันเศรษฐกิจ-กระตุ้นการลงทุน

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2568

     ICDS มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จับมือ สนค. เปิดผลวิจัยพร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายปรับโครงสร้างการส่งออก ดันเศรษฐกิจ-กระตุ้นการลงทุน เจาะลึกสินค้า “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ” ใน 2 คลัสเตอร์อุตสาหกรรม “อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่-ยานยนต์แห่งอนาคต” เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในสงครามการค้า คาดหากทำตามข้อเสนอ เพิ่มลงทุนรวม 1.4 แสนล้าน

     ศูนย์วิจัยความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนา (ICDS) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการศึกษา “โครงการศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างภาคการส่งออก เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในตลาดโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2568 โดยมี รศ. ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการฯ และ รศ. ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหนึ่งในนักวิจัยหลัก

     สำหรับสถานการณ์สำคัญและสาระสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้ สืบเนื่องจากปัจจุบันไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งสงครามการค้า การเรียกเก็บภาษีนำเข้าของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตลอดจนความขัดแย้งในภูมิภาค ส่งผลให้ในช่วงปี 2562-2567 การส่งออกของไทยขยายตัวช้าลง ส่วนแบ่งในตลาดโลกไม่เพิ่มขึ้น ทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 1.4

     “การส่งออกที่ดีจะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่น และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ได้ จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออก สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าที่มีศักยภาพ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการส่งออก ตลอดจนการกระจายตลาดไม่ให้กระจุกตัวอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืน” รศ. ดร.อาชนัน กล่าว

     สำหรับโครงการศึกษาฯ ได้พิจารณาโครงสร้างการส่งออกของไทยทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม และได้เจาะลึกใน 2 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่สำคัญ ซึ่งมีมูลค่าเป็นครึ่งหนึ่งของสัดส่วนการส่งออกไทย ประกอบด้วย 1. คลัสเตอร์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ (Next Generation Electronic Cluster : NGEC) 2. คลัสเตอร์ยานยนต์แห่งอนาคต (Next Generation of Mobility Cluster : NGMC) โดยทั้งสองมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและมีศักยภาพในการเติบโต

     ในส่วนของ NGEC ของไทยมีสัดส่วนการส่งออก 33% ของการส่งออกรวมในปี 2567 และ 17% ของมูลค่าเพิ่มภาคอุตสาหกรรมในปี 2565 เป็นแหล่งสร้างงานกว่า 753,000 คน ขณะเดียวกันมูลค่าตลาดโลกในอุตสาหกรรมนี้ก็สูงกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวมากกว่าร้อยละ 10 ต่อปี ขณะที่ NGMC มีสัดส่วนการส่งออก 13% ของการส่งออกรวมในปี 2567 และ 10% ของมูลค่าเพิ่มภาคอุตสาหกรรม เป็นแหล่งสร้างงานกว่า 690,000 คน และประมาณการผลิตในปี 2568 อยู่ที่ 1.5 ล้านคัน

     ทั้งนี้ การพิจารณาศักยภาพการส่งออกของสินค้าทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรมจำเป็นต้องพิจารณาความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของสินค้านั้นในตลาดโลก ผนวกกับมิติอื่นๆ ที่สำคัญ โดยเฉพาะมิติทางด้านการกระจุกตัวหรือกระจายตัวของสินค้าส่งออก การสร้างซัพพลายเชนในประเทศ (ความเชื่อมโยงย้อนหลังไปยังส่วนต้นน้ำ) การไปต่อยอดมูลค่าให้กับสินค้าอื่น ๆ (ความเชื่อมโยงไปข้างหน้า)​ และการพัฒนาศักยภาพการผลิตเพื่อลดการนำเข้า

     สำหรับอุตสาหกรรม NGEC สินค้าศักยภาพพบในทุกตำแหน่งของห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่เพียงกลุ่มปลายน้ำเท่านั้น วันนี้ไทยมีการส่งออกสินค้าในกลุ่มกลางน้ำและต้นน้ำเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน Integrated circuits อื่น ๆ (ICs) Transistors และชิ้นส่วนของ ICs ซึ่งเป็นส่วนต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทานไปตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และถือว่าเป็นสินค้าที่จัดอยู่ในกลุ่มศักยภาพของไทย เช่นเดียวกันกับกลุ่มกลางน้ำที่เป็นสินค้ากลุ่ม PCB และ IC-based electronics components ไม่ว่าจะเป็น power modules, image sensors, digital recorders

     อย่างไรก็ตาม การขาดความเชื่อมโยงไปข้างหน้าและการนำเข้าที่ยังสูงในสินค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะในส่วนของต้นน้ำบั่นทอนการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรม ในขณะที่สินค้าส่งออกศักยภาพสูงในส่วนปลายน้ำ ได้แก่ เครื่องพิมพ์ โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องพิมพ์ offset เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้าประเภทต่างๆ ตู้เย็น ยังมีศักยภาพถึงแม้มีแนวโน้มลดลงจากการกระจุกตัวของตลาดส่งออกและการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นภายหลังสงครามการค้า

     สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในส่วนของคลัสเตอร์ NGEC ได้แก่ 1. การต่อยอดศักยภาพของอุตสาหกรรม NGEC เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทานจะทำให้อุตสาหกรรม​ NGEC สามารถกลายมาเป็นสินค้าส่งออกศักยภาพสำคัญของไทยได้ในอนาคต การมียุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจน และสมเหตุสมผลมีส่วนช่วยให้ไทยเพิ่มบทบาทในห่วงโซ่อุปทานของโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านได้ (Supply Chain Reconfiguration)  2. ดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศมาที่ไทย โดยคำนึงถึงนักลงทุนเดิมในไทยที่ต้องการขยายฐานการผลิต และนักลงทุนใหม่

     3. ร่วมมือกับอาเซียนเพื่อให้มีบทบาทเป็นตัวเชื่อมสหรัฐฯ และจีน 4. การเจรจาทางการค้า FTA ที่ไทยทำกับประเทศต่างๆ ต้องตอบโจทย์ประเทศอย่างชัดเจน 5. ต้องร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรม และปลดล็อกนโยบายที่ไม่เอื้อต่อการลงทุน 6. ต้องไม่ถูกกล่าวหาว่าสวมสิทธิ์โดยทำงานร่วมกับสหรัฐและจีนในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเชื่อว่าการดำเนินการตามมาตรการเหล่านี้จะมีส่วนช่วยผลักดันให้การส่งออกในระยะสั้นเพิ่มขึ้นระหว่าง 6,000-7,900 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ก่อให้เกิดการลงทุนใหม่กว่า 70,000 ล้านบาทต่อปี

     ในส่วนของคลัสเตอร์ NGMC นั้น อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยมีศักยภาพการผลิตรถยนต์ดีเซล ขนาดมากกว่า 2500 ซีซี และเริ่มส่งออกรถยนต์ไฮบริด ซึ่งเป็นส่วนต่อยอดจากฐานการผลิตยานยนต์ของไทย  ในขณะที่ศักยภาพในการส่งออก ยานยนต์ไฟฟ้า (BEV) ณ ขณะนี้ยังมีจำกัด การเดินหน้าสร้างซัพพลายเชนกับผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทย เป็นหัวใจที่จะทำให้ BEV กลายมาเป็นสินค้าส่งออกศักยภาพ และพ้นข้อกล่าวหาเรื่องการสวมสิทธิ์ 

     ทั้งนี้ แม้วันนี้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน แต่ประเทศไทยก็ยังมีศักยภาพในชิ้นส่วนยานยนต์หลายรายการ โดยเฉพาะชิ้นงาน Mechanic หรือการขึ้นรูป การหล่อ งานฉีด และงานเจียร ส่วนแนวทางการเพิ่มศักยภาพการผลิต คือการต่อยอดจากความสามารถในชิ้นงาน Mechanic เหล่านี้ ผ่านการรักษาความสามารถในการผลิตและส่งออกของผลิตภัณฑ์เดิม สร้างความเชื่อมโยงไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น อุตสาหกรรมเรือยนต์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องยนต์สำหรับอากาศยาน ขับเคลื่อนการทำตลาดคู่ขนานทั้งป้อนโรงงานรถยนต์ และตลาดชิ้นส่วนอะไหล่ทดแทน (Aftermarket Segment) รวมทั้งการมุ่งไปสู่การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์อัจฉริยะ (Smart Auto parts) ที่เอาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มาสร้างมูลค่าเพิ่มกับสินค้า

     คลัสเตอร์ NGMC จะต้องมีการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่การผลิต และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเพื่อให้ไทยเป็น Last man Standing หมายถึงไทยต้องเดินคู่ขนานทั้งการผลิตเครื่องยนต์สันดาปที่ยังมีตลาดอยู่ และรถ EV โดยยึดเป้าหมายรถยนต์เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจในการขับเคลื่อน ไม่ใช่ระบบขับเคลื่อน (เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือไฟฟ้า) การก้าวข้ามความท้าทายท่ามกลางวิกฤตที่อุตสาหกรรมเผชิญมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา  การจัดหาแหล่งเงินทุนระยะปานกลางเป็นหัวใจสำคัญ การขับเคลื่อนมาตรการเหล่านี้มีส่วนช่วยการส่งออกเพิ่มขึ้นได้ในระยะสั้น 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เกิดการลงทุนใหม่กว่า 70,000 ล้านบาทต่อปี